ปากเสียงของคนท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาประเทศ
ท้องถิ่นไทย ย้อนกลับ
ฉะเชิงเทรา ชาวบ้านหลังสถานีสูบน้ำบ้านใหม่กระทบหนักหลังก่อนหน้านี้ท่วมมา 2 อาทิตย์แล้ว
10 ต.ค. 2569

ชาวบ้านริมคลองกลาง หลังสถานีสูบน้ำบ้านใหม่เดือดร้อนหนัก ก่อนหน้านี้น้ำท่วมขังนานกว่า 2 สัปดาห์ก็แย่แล้ว หลังมีการเร่งระบายจากพื้นที่อำเภอคลองเขื่อน สูบผ่านสถานีสูบน้ำบ้านใหม่ โดยมีการนำท่อสูบน้ำพญานาคของชาวบ้าน 6 เครื่อง มาสมทบกับเครื่องสูบน้ำของสถานีฯ ทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่บ้านเรือนบางหลังถูกน้ำท่วมสูงกว่า 1.20 เมตร สวนผลไม้จมน้ำ บ่อกุ้งเสี่ยงเสียหาย ชาวบ้านวอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาชะลอการสูบน้ำในช่วงน้ำทะเลหนุน แต่ยืนยันพร้อมให้เร่งระบายในช่วงที่ระดับน้ำทะเลลง เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพื้นที่อื่น

เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (10 ต.ค.69) ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจผลกระทบจากการเร่งสูบน้ำผ่านสถานีสูบน้ำบ้านใหม่ ต.ท่าไข่ อ.เมืองฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการระบายน้ำจากพื้นที่อำเภอคลองเขื่อนลงสู่คลองชลประทาน เข้ามายังพื้นที่ใจกลางเมืองฉะเชิงเทรา  ก่อนจะสูบน้ำผ่านสถานีดังกล่าว ลงคลองกลาง ผ่านหลังวัดเทพนิมิตร และตลาดบ้านใหม่ ก่อนออกสู่แม่น้ำบางปะกง  

โดยเมื่อวานที่ผ่านมา (9 ต.ค.69 มีการนำท่อสูบน้ำพญานาคของชาวบ้านจำนวน 6 เครื่อง มาติดตั้งเพิ่มเติมเพื่อเร่งสูบน้ำร่วมกับเครื่องสูบน้ำของสถานีสูบน้ำบ้านใหม่ ส่งผลให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวคลองกลาง ต่างเฝ้าระวังสถานการณ์ เนื่องจากเกรงว่าระดับน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นและไหลเข้าท่วมบ้านเรือน รวมถึงพื้นที่ประกอบอาชีพที่อยู่ติดริมคลอง

ซึ่งจากการสำรวจภายในซอยรวมญาติ ถนนสายฉะเชิงเทรา–บางปะกง เขตเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา พบว่าบ้านเรือนที่อยู่ติดคลองกลางบางหลังมีน้ำท่วมขังสูงประมาณ 1.20–1.30 เมตร โดยชาวบ้านถูกน้ำท่วมมาตั้งแต่วันที่ 26–27 กันยายน ที่ผ่านมา หลังมีฝนตกหนักและน้ำในคลองเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ แม้ในช่วงแรกระดับน้ำจะยังไม่สูงมากนัก แต่ภายหลังมีการเร่งสูบน้ำระบายผ่านคลอง ทำให้ชาวบ้านกังวลว่าระดับน้ำจะเพิ่มขึ้นและสร้างความเสียหายเพิ่มเติม ซึ่งพื้นที่ดังกล่าว มีบ้านเรือนได้รับผลกระทบกว่า 10 หลังคาเรือน ขณะที่สวนมะพร้าว สวนมะม่วง และพืชผลทางการเกษตรต้องจมอยู่กับน้ำเป็นเวลานานเกือบ 20 วัน บางครอบครัวต้องใช้เรือหรือห่วงยางเดินทางออกจากบ้าน เพื่อพาลูกหลานไปเข้าห้องน้ำตามสถานีบริการน้ำมันด้านนอก เนื่องจากการสัญจรเข้าออกไม่สะดวก

นายสุภาพ การะวงศ์ อายุ 49 ปี ผู้ประสบภัยน้ำท่วม เปิดเผยว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากระดับน้ำที่ไหลเข้ามาในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง สิ่งของบางส่วนภายในบ้านเริ่มเคลื่อนย้ายหรือเก็บขึ้นที่สูงได้ยาก แม้ขณะนี้ยังไม่ได้ถูกน้ำท่วมจนจมเสียหายทั้งหมด แต่ก็ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด สิ่งที่อยากร้องขอในขณะนี้คือ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาชะลอการสูบน้ำในช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูง เนื่องจากเมื่อระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น ระดับน้ำในคลองก็อาจสูงขึ้นตาม โดยคาดว่าอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 50–60 เซนติเมตร ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่น้ำจะไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ตนเข้าใจถึงความจำเป็นในการเร่งระบายน้ำเพื่อช่วยเหลือพื้นที่อื่น และยินดีให้สูบน้ำออกอย่างเต็มที่ในช่วงที่ระดับน้ำทะเลลง เพียงแต่อยากให้พิจารณาจังหวะการสูบน้ำให้เหมาะสม เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน ที่อาศัยอยู่ริมคลอง

ด้านนางสาวณัชชา ห้องเขียว อายุ 29 ปี เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในช่วง 2–3 วันที่ผ่านมาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  ทั้งขึ้นและลง ทำให้ชาวบ้านต้องติดตามระดับน้ำอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อคืนที่ผ่านมา เมื่อทราบว่าจะมีการเร่งสูบน้ำ ก็เกิดความกังวลว่าระดับน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นอีก หากมีการนำเครื่องสูบน้ำพญานาคเข้ามาติดตั้งเพิ่มเติมอีก 11 เครื่อง ก็ยิ่งหวั่นว่าน้ำจะท่วมสูงจนถึงระดับคอ  ช่วงที่น้ำท่วมสูงที่สุด น้ำภายในบ้านขึ้นมาเกือบถึงระดับหน้าอก ปัจจุบันยังคงท่วมบริเวณชั้นล่างของบ้าน ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันเป็นไปด้วยความยากลำบาก และไม่รู้ว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลงเมื่อใด กลางคืนก็ต้องขับถ่ายใส่ถุงดำและผูกไว้ กลางวันตนเองและลูกสาวก็จะล่องห่วงยางออกมา แล้วขี่รถจักรยานยนต์ ไปเข้าห้องน้ำที่ปั๊มน้ำมันแทน

ขณะที่นางเรียม วิจิตรเจริญ อายุ 68 ปี ซึ่งประกอบอาชีพเลี้ยงกุ้ง เปิดเผยว่า รู้สึกกังวลอย่างมากหลังพบว่ามีการเพิ่มจำนวนท่อสูบน้ำบริเวณสถานีสูบน้ำบ้านใหม่ จากเดิมประมาณ 1 ท่อ เป็น 6–7 ท่อ ส่งผลให้ต้องเฝ้าระวังระดับน้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหลังเมื่อคืนที่มีการเร่งสูบน้ำอย่างหนัก จนแทบไม่ได้นอนตลอดทั้งคืน แม้จะนำกระสอบทรายมาวางกั้นทางน้ำถึง 3 ชั้น เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลเข้าบ่อกุ้ง แต่ก็ยังกังวลว่าแนวกั้นดังกล่าวอาจไม่สามารถต้านทานระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นได้ จึงต้องนำตาข่ายสีฟ้ามาล้อมบริเวณบ่อไว้เป็นแนวป้องกันอีกชั้น เพื่อป้องกันไม่ให้กุ้งที่เลี้ยงไว้หลุดลอยออกไปตามกระแสน้ำ

นางเรียม กล่าวด้วยว่า ขณะนี้เลี้ยงกุ้งไว้กว่า 100,000 ตัว ซึ่งเพิ่งปล่อยลงบ่อได้เพียงเดือนกว่า ๆ ยังไม่ถึงเวลาจับ เพราะกุ้งยังตัวเล็กมาก หากสามารถจับขายได้ก็คงนำขึ้นขายไปแล้ว แต่เมื่อกุ้งยังโตไม่เต็มที่ จึงจำเป็นต้องเสี่ยงประคองเลี้ยงต่อไป ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์น้ำ ทำให้เกิดความเครียดและความกังวลอย่างหนัก จนน้ำหนักลดลงไปแล้ว 3 กิโลกรัม ซึ่งนอกจากบ่อกุ้งแล้ว สวนไม้ผลที่ปลูกมานาน ทั้งมะม่วง มะนาว มะพร้าว และพืชชนิดอื่น ๆ ยังได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน แม้ระดับน้ำในช่วงแรกจะไม่สูงเท่ากับพื้นที่อื่น แต่การท่วมขังต่อเนื่องทำให้ต้นไม้ทยอยยืนต้นตายและผลผลิตเสียหาย ซึ่งหากต้องปลูกใหม่ก็ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะกลับมาให้ผลผลิตได้ บางชนิดอาจต้องรอถึง 10–20 ปี

นางเรียม ระบุว่า ครอบครัวไม่เคยเผชิญน้ำท่วมในลักษณะนี้มาก่อนตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ที่ผ่านมา หากเป็นน้ำฝน น้ำหลาก หรือน้ำทะเลหนุนตามธรรมชาติ ก็ยังพอทำใจยอมรับได้ แต่เมื่อมีการสูบน้ำเพิ่มเข้ามาในช่วงที่พื้นที่กำลังประสบปัญหาน้ำท่วมอยู่แล้ว จึงยิ่งสร้างความกังวลและเพิ่มภาระให้กับชาวบ้านริมคลอง 

ทั้งนี้ หลังทราบข่าวว่าพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราอาจต้องรองรับน้ำต่อไปอีกประมาณ 30–38 วัน ยิ่งทำให้รู้สึกเป็นห่วงอนาคตของครอบครัว เนื่องจากทั้งอาชีพ รายได้ และผลผลิตทางการเกษตรได้รับผลกระทบอย่างหนัก จึงอยากฝากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาการบริหารจัดการน้ำอย่างรอบด้าน โดยคำนึงถึงทั้งการเร่งระบายน้ำเพื่อช่วยเหลือพื้นที่อื่น และผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ริมคลองกลาง เพื่อให้สามารถบรรเทาความเดือดร้อนของทุกพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม

นิราช ทิพย์ศรี/อาษา/ปรีญาภรณ์/ฉะเชิงเทรา รายงาน
 

หนังสือพิมพ์ OPT NEWS ONLINE
วันที่ 1-15 ตุลาคม 2569
อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก ดูทั้งหมด
02 ต.ค. 2569
"น้ำ" นับเป็นปัจจัยสำคัญทั้งในการดำรงชีพ และขับเคลื่อนระบบนิเวศของโลก โดยปัจจุบัน มีความสำคัญต่อภาคเศรษฐกิจด้วย ทั้งในภาค การเกษตรและอุตสาหกรรม ที่จะนำไปใช้ใน การชลประทานเพาะปลูกพืชผล เลี้ยงสัตว์ และ เป็นกระบวนการผลิตสินค้าหรือพลังงานไฟฟ้า ซึ่งแน่...