จีนกำลังเร่งมาตรการส่งเสริมการมีบุตรอีกครั้ง หลังจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงอย่างมากในปีที่ผ่านมา แม้รัฐบาลจะเริ่มจ่ายเงินอุดหนุนการเลี้ยงดูเด็กและลดค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาแล้วก็ตาม ล่าสุดรัฐบาลจีนเตรียมเพิ่มความช่วยเหลือแก่ครอบครัว ทั้งด้านภาษี ประกันสังคม และที่อยู่อาศัย เพื่อชะลอการลดลงของจำนวนเด็กเกิดใหม่
การประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ที่ผ่านมา ที่ประชุมเน้นย้ำให้เดินหน้าสร้างสังคมที่เอื้อต่อการมีบุตร (Birth-friendly Society) และปรับปรุงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการแต่งงาน การคลอดบุตร การเลี้ยงดู และการศึกษา รวมถึงเพิ่มมาตรการสนับสนุนครอบครัวด้านภาษี ประกันสังคม และที่อยู่อาศัย
รัฐบาลจีนระบุว่า เป้าหมายสำคัญ คือ การรักษาจำนวนเด็กเกิดใหม่ให้มีเสถียรภาพ และปรับระบบบริการสาธารณะให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจีนมีเด็กเกิดใหม่ในปี 2568 เพียง 7.92 ล้านคน ลดลงจาก 9.54 ล้านคน ในปี 2567 หรือหายไป 1.62 ล้านคน ภายในปีเดียว ขณะที่จำนวนประชากรจีนลดลงติดต่อกันเป็นปีที่ 4
จำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงต่อเนื่องส่งผลต่อโครงสร้างประชากรในระยะยาว โดยเฉพาะจำนวนประชากรวัยทำงาน ซึ่งมีความสำคัญต่อกำลังการผลิต การบริโภค และการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน จีนยังต้องเตรียมรับมือกับภาระด้านสวัสดิการและการดูแลผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น
ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนพยายามลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวผ่านมาตรการหลายด้าน โดยหนึ่งในนโยบายสำคัญคือ การจ่ายเงินอุดหนุนการเลี้ยงดูเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี คนละ 3,600 หยวน (ประมาณ 17,400 บาท) ต่อปี
มาตรการดังกล่าว เริ่มใช้ทั่วประเทศตั้งแต่ปี 2568 และครอบคลุมเด็กที่เข้าเกณฑ์โดยไม่จำกัดลำดับการเกิด หากได้รับสิทธิครบตลอดช่วง 3 ปีแรก ครอบครัวจะได้รับเงินอุดหนุนรวมสูงสุด 10,800 หยวน (ประมาณ 54,000) บาทต่อเด็ก 1 คน
ข้อมูลจากกระทรวงการคลังจีนระบุว่า จนถึงเดือนสิงหาคม 2569 มีเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีได้รับเงินอุดหนุนสำหรับปี 2569 แล้วมากกว่า 25 ล้านคน
นอกจากเงินช่วยเลี้ยงลูก จีนยังเริ่มยกเว้นค่าธรรมเนียมการดูแลและการศึกษาสำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีสุดท้าย ตั้งแต่ภาคเรียนฤดูใบไม้ร่วงปี 2568 โดยมีเด็กได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้ประมาณ 24 ล้านคน
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าเลี้ยงดูเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี และค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของบุตร เพื่อลดภาระทางการเงินของครอบครัวที่มีเด็กเล็กและเด็กวัยเรียน
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจมีบุตรไม่ได้ขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับความมั่นคงในการทำงาน ราคาที่อยู่อาศัย การเข้าถึงสถานรับเลี้ยงเด็ก และเวลาที่พ่อแม่สามารถจัดสรรให้กับการดูแลครอบครัว
รัฐบาลจีนจึงให้ความสำคัญกับการขยายบริการรับเลี้ยงเด็กที่ประชาชนเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม โดยส่งเสริมให้ชุมชนและสถานประกอบการจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็ก รวมถึงสนับสนุนการพัฒนาบริการรับเลี้ยงเด็กควบคู่กับโรงเรียนอนุบาล เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถใช้บริการใกล้บ้านหรือที่ทำงาน
ด้านบริการสาธารณสุข จีนกำลังขยายความคุ้มครองประกันการคลอดบุตร ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมประชาชนประมาณ 260 ล้านคน พร้อมเพิ่มการเข้าถึงบริการดูแลสุขภาพแม่และเด็ก รวมถึงบริการทางการแพทย์สำหรับผู้ที่มีปัญหาภาวะมีบุตรยาก
นอกจากนี้ รัฐบาลยังสนับสนุนให้สถานประกอบการจัดรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น และส่งเสริมมาตรการช่วยเหลือครอบครัวที่มีบุตรหลายคน โดยเฉพาะด้านที่อยู่อาศัยและการเข้าถึงบริการสาธารณะ
แนวทางดังกล่าว สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 (ปี 2569–2573) ซึ่งกำหนดให้การสร้างสังคมที่เอื้อต่อการมีบุตรเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญ โดยมุ่งลดต้นทุนการคลอดบุตร การเลี้ยงดู และการศึกษา พร้อมปรับปรุงระบบสวัสดิการให้รองรับความต้องการของครอบครัวมากขึ้น
การประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งล่าสุดยังไม่ได้ประกาศวงเงินอุดหนุนใหม่หรือกำหนดเป้าหมายจำนวนเด็กเกิดเป็นตัวเลข แต่เป็นการยืนยันว่ารัฐบาลจีนจะเดินหน้าปรับมาตรการช่วยเหลือครอบครัวให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะด้านภาษี ประกันสังคม และที่อยู่อาศัย
อย่างไรก็ตาม จำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างมากในปี 2568 ยังไม่อาจใช้ตัดสินประสิทธิผลของมาตรการเงินอุดหนุนทั่วประเทศได้โดยตรง เนื่องจากนโยบายเพิ่งเริ่มดำเนินการในปีเดียวกัน และการตัดสินใจมีบุตรยังขึ้นอยู่กับปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมอีกหลายด้าน
สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้ จึงไม่ใช่เพียงจำนวนเงินที่รัฐบาลจีนใช้สนับสนุนการมีบุตร แต่รวมถึงความสามารถในการลดค่าใช้จ่ายและภาระการเลี้ยงดูของครอบครัวได้จริง เพราะเป้าหมายรักษาจำนวนเด็กเกิดใหม่จะบรรลุผลได้หรือไม่ ยังขึ้นอยู่กับว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยให้คนรุ่นใหม่มีความพร้อมและตัดสินใจมีบุตรมากขึ้นเพียงใด
บทความ : ประวีณมัย บ่ายคล้อย
ภาพ : CGTN