“มิสเตอร์เอทานอล”ชี้ลดราคา E20-B20 ช่วยลดต้นทุนพลังงาน แนะรัฐเดินหน้ายุทธศาสตร์เชื้อเพลิงชีวภาพแห่งชาติถอดโมเดล
“รีโนว่าไบโอ (RenovaBio)” สร้างจุดเปลี่ยนยั่งยืนพึ่งตัวเอง ปลดภาระภาษีและกองทุนน้ำมัน
สืบเนื่องจากการที่กระทรวงพลังงานและสถานีบริการน้ำมันได้ปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยเฉพาะแก๊สโซฮอล์ E20 และดีเซล B20 ลงมาอยู่ที่ระดับ 33.50 บาทต่อลิตรเท่ากัน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดส่วนต่างราคา (Price Gap) ที่กว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดย B20 ถูกกว่าดีเซลปกติถึง 10.04 บาทต่อลิตร และ E20 ถูกกว่าแก๊สโซฮอล์ 95 ถึง 8.54 บาทต่อลิตรนั้น
นายอลงกรณ์ พลบุตร ผู้ก่อตั้งและประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย (AIT)
เจ้าของฉายา“มิสเตอร์เอทานอล”
กล่าวว่า การที่คณะรัฐมนตรีมีมติปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน E20 ลง 5.60 บาทต่อลิตร และ B20 ลง 5.50 บาทต่อลิตร พร้อมใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงช่วยพยุงราคานั้น “ถือเป็นทิศทางที่ถูกต้องในการช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและลดต้นทุนค่าขนส่งของประชาชนและภาคธุรกิจ ตลอดจนเป็นการส่งเสริมการใช้น้ำมันชีวภาพที่ผลิตจากผลผลิตทางการเกษตรของไทย ทั้งอ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน”
อย่างไรก็ตาม การกำหนดกรอบระยะเวลาของมาตรการนี้ไว้เพียง 3 เดือน โดยยังไม่มีแผนยุทธศาสตร์รองรับอย่างต่อเนื่อง อาจถูกมองได้ว่าเป็นเพียงมาตรการแก้ปัญหาระยะสั้น ที่ทำให้ภาครัฐต้องสูญเสียรายได้จากภาษีสรรพสามิตนับหมื่นล้านบาทและอาจกลับมาสร้างแรงกดดันต่อฐานะทางการคลังและสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอีกครั้งหลังสิ้นสุดมาตรการ
“การผลักดันให้ E20 และ B20 ก้าวขึ้นมาเป็นน้ำมันพื้นฐานของประเทศอย่างแท้จริง ต้องมีแผนงานที่ชัดเจน จึงขอเสนอให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
รองนายกรัฐมนตรี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เร่งจัดทำแผนยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างและการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างมียุทธศาสตร์ เพื่อให้เชื้อเพลิงชีวภาพของไทยสามารถยืนบนขาตัวเองได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินงบประมาณอุดหนุนหรือการลดภาษีของรัฐบาลตลอดไป”
ทั้งนี้ “มิสเตอร์เอทานอล” ได้เสนอแนะให้ภาครัฐถอดบทเรียนความสำเร็จระดับโลกจาก โมเดลรีโนว่าไบโอ
(RenovaBio)ภายใต้แผนยุทธศาสตร์
เชื้อเพลิงชีวภาพแห่งชาติของประเทศบราซิลซึ่งสามารถเปลี่ยนผ่านจากการอุดหนุนราคาหน้าปั๊ม มาใช้ “กลไกตลาดคาร์บอนเครดิตภาคบังคับ” (Decarbonization Credits: CBIO) โดยมีสาระสำคัญที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้ได้ทันที ดังนี้
1. ประเมินวงจรชีวิตคาร์บอน (LCA):
ให้โรงงานผลิตเอทานอลและไบโอดีเซลเข้าสู่การประเมินการลดก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่แปลงเกษตรจนถึงปลายท่อไอเสีย โรงงานและเกษตรกรที่ทำเกษตรแบบยั่งยืน ไม่เผาแปลงอ้อย และใช้พลังงานสะอาด จะได้รับสิทธิในการออกคาร์บอนเครดิตมากขึ้น
2. กำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันฟอสซิลเป็นผู้รับภาระ (Polluter Pays Principle): กำหนดเป้าหมายการลดคาร์บอนภาคบังคับต่อผู้ค้าน้ำมันฟอสซิล โดยต้องเข้าซื้อเครดิตคาร์บอนจากผู้ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพผ่านตลาดทุน ซึ่งบราซิลสามารถสร้างมูลค่าซื้อขายหมุนเวียนได้กว่า 2–3 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยรัฐไม่ต้องควักงบประมาณแผ่นดินแม้แต่บาทเดียว
3. แบ่งปันผลประโยชน์คืนสู่เกษตรกร (Benefit-Sharing): ตรากฎหมายให้โรงงานต้องจัดสรรรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตคืนสู่เกษตรกรต้นน้ำไม่น้อยกว่า 60% เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ชาวไร่ชาวสวนหยุดการเผาแปลงเพาะปลูก ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาวิกฤตฝุ่นควัน PM2.5 ของประเทศได้อย่างยั่งยืน
อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์ เจ้าของฉายา “มิสเตอร์เอทานอล” ระบุทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมเกษตรชีวภาพที่แข็งแกร่งเป็นทุนเดิม หากรัฐบาลกล้าตัดสินใจปฏิรูปเชิงโครงสร้างตามแนวทาง 3 ระยะ คือระยะเตรียมการ–เปลี่ยนผ่าน–กลไกตลาดสมบูรณ์ภายใน 3–4 ปีข้างหน้า เชื้อเพลิงชีวภาพไทยจะไม่เพียงแต่เป็นทางรอดด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม แต่จะกลายเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่สร้างรายได้มั่นคงให้แก่เกษตรกรไทยอย่างแท้จริงซึ่งตนได้จัดทำรายงานพิเศษฉบับสมบูรณ์เสร็จแล้วและจะส่งให้นายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป.