สวัสดีปีใหม่ 2569 ขอให้ประเทศไทยได้รัฐบาลใหม่ที่นำประเทศไปสู่ความก้าวหน้าอย่างยั่งยืน
พรรคการเมืองทุกพรรค กำลังมุ่งมั่นกับการชูนโยบายและการหาเสียงในการเลือกตั้ง 2569 นโยบายความยั่งยืนเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่งัดมาแข่งขันกัน ยิ่งเพิ่งผ่านเหตุการณ์อุทกภัยหาดใหญ่มาไม่นาน ก็ยิ่งต้องให้น้ำหนักกับเรื่องการลดโลกร้อน สภาพภูมิอากาศ และการบริหารจัดการเรื่องความปลอดภัย เพื่อป้องกันมิให้เกิดความสูญเสียมากเช่นนี้อีก
นอกจากนั้นพรรคต่างๆ ยังเน้นความยั่งยืนใน มิติสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และความโปร่งใส หลายพรรคพยายามสร้างความมั่นคงพื้นฐานให้ประชาชน และใช้เทคโนโลยี AI ในการบริหารจัดการ เพื่อสร้างความยั่งยืนในการเข้าถึงบริการและโอกาสชีวิต
ในส่วนของสภาพภูมิอากาศ หากจัดตำแหน่งของประเทศไทยในเวทีโลกเพื่อให้ภาครัฐมีเป้าหมายในการพัฒนาและการแข่งขันแล้ว ล่าสุดปี 2569 ประเทศไทยอยู่ในอันดับ ที่ 32 ใน CCPI ตกลงมาจากปี 2568 แปดอันดับ ภาพรวมไทยเป็นประเทศที่มีผลงานปานกลาง โดยมีคะแนนปานกลางในด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้พลังงาน ขณะที่นโยบายพลังงานหมุนเวียน และสภาพภูมิอากาศอยู่ในระดับต่ำ ประเทศที่ได้อันดับสูงสุด (อันดับ 4 โดยไม่มีอันดับที่ 1-3) ได้แก่ เดนมาร์ค รองลงมาคือ สหราชอาณาจักร และมอร็อคโค
CCPI (The Climate Change Performance Index) คือดัชนีประสิทธิภาพการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเผยแพร่เป็นประจําทุกปีตั้งแต่ปี 2548 เป็นเครื่องมือตรวจสอบอิสระ สําหรับติดตามประสิทธิภาพการดูแลสภาพภูมิอากาศของประเทศต่างๆ เพิ่มความโปร่งใสในนโยบายระดับชาติ และระดับนานาชาติ และช่วยให้สามารถเปรียบเทียบความพยายาม และความคืบหน้าในการดําเนินการด้านสภาพภูมิอากาศของแต่ละประเทศได้
CCPI ใช้ข้อมูลจาก 63 ประเทศและสหภาพยุโรป ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนรวมกันมากกว่า 90 % ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ทั่วโลก โดยใช้ผู้เชี่ยวชาญ 450 คน ที่เป็นผู้ประเมินนโยบายสภาพภูมิอากาศระดับชาติ และระดับนานาชาติล่าสุดของประเทศของตน เป็นผู้วิเคราะห์และสรุปผลลัพท์
CCPI ถูกแจกจ่ายไปยังสื่อหลักทั่วโลก เช่น The Guardian, China Daily, The Times of India และมักก่อให้เกิดการอภิปรายในรัฐสภาและรัฐบาลแห่งชาติ ด้วยเหตุที่ CCPI ทำการวิเคราะห์มายาวนานและผลลัพท์เชื่อถือได้ จึงถูกใช้เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการทำให้รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อการดําเนินการกับวิกฤติสภาพภูมิอากาศของประเทศ และกระตุ้นการแข่งขันสู่จุดสูงสุด
สำหรับประเทศไทย คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติแผนปฏิบัติการ Nationally Determined Contribution (NDC) ว่าด้วยการบรรเทาผลกระทบ พ.ศ. 2564-2573 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567 ซึ่งเป็นแผนปฏิบัติการอย่างเป็นทางการสําหรับการดําเนินการบรรเทาผลกระทบภายในประเทศ
และเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ NDC ฉบับที่สอง ( NDC 3.0) และยื่นต่อเลขาธิการ UNFCCC NDC ฉบับนี้มีเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เหลือ 152 MtCO2eq ภายใน ปี 2578 ซึ่งลดลงกว่า 47% จากระดับปี 2562 โดยครอบคลุมทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ ครอบคลุมก๊าซเรือนกระจกตัวหลักทั้งหมด (CO₂, CH₄, N₂O, HFCs, PFCs, SF₆, NF₃) และตั้งเป้า Net Zero ภายในปี 2593
Nationally Determined Contributions (NDCs) เป็นผลพวงมาจากความตกลงปารีสที่ตกลงกันในปี 2558 ในฐานะกลยุทธ์หลักเพื่อจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส และมุ่งไปที่ 1.5 องศาเซลเซียส โดยกำหนดให้แต่ละประเทศ หรือรัฐที่ลงนามรับรองข้อตกลงนี้ จัดเตรียม รายงาน และรักษาการมีส่วนร่วมที่แต่ละประเทศกำหนดของตัวเองไว้อย่างต่อเนื่อง
ผู้เชี่ยวชาญของ CCPI ระบุว่าเป้าหมายระยะยาวของประเทศไทยเป็นจุดแข็งในนโยบายสภาพภูมิอากาศของประเทศ แต่จําเป็นต้องมีการนําไปใช้อย่างเข้มงวด ควบคู่ไปกับนโยบายพลังงานที่ปรับปรุงใหม่ เรื่องการผลิตไฟฟ้า และอนุญาตให้มีการนําพลังงานหมุนเวียนมาใช้มากขึ้น นําเสนอแผนงานที่ชัดเจนสําหรับการเปลี่ยนผ่านจากถ่านหินอย่างยุติธรรม โดยแนะนําให้เลิกใช้ถ่านหินอย่างสมบูรณ์ภายในปี 2578 และให้มีการลงทุนมากขึ้นในเทคโนโลยีสีเขียวและพลังงานหมุนเวียน
ผู้เชี่ยวชาญมีข้อสังเกตว่า ประเทศไทยมีการพัฒนาเชิงบวกในการดําเนินการด้านสภาพภูมิอากาศในภาคเอกชน และผู้มีบทบาทระดับท้องถิ่น ที่รวมนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไว้ในแผนพัฒนาระดับจังหวัด
ฝากไว้ให้ประชาชนพิจารณาพรรคที่มีนโยบายสนับสนุนด้านความยั่งยืน เพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่สัญญากับชาวโลกไว้
ขอบคุณข้อมูลจาก CCPI และ The101.world