ปากเสียงของคนท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาประเทศ
คอลัมนิสต์ / บทวิเคราะห์ ย้อนกลับ
ESG Today EP 79 : ฝากความยั่งยืนไว้ที่รัฐบาลใหม่
15 ม.ค. 2569

สวัสดีปีใหม่ 2569 ขอให้ประเทศไทยได้รัฐบาลใหม่ที่นำประเทศไปสู่ความก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

 

พรรคการเมืองทุกพรรค กำลังมุ่งมั่นกับการชูนโยบายและการหาเสียงในการเลือกตั้ง 2569 นโยบายความยั่งยืนเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่งัดมาแข่งขันกัน  ยิ่งเพิ่งผ่านเหตุการณ์อุทกภัยหาดใหญ่มาไม่นาน ก็ยิ่งต้องให้น้ำหนักกับเรื่องการลดโลกร้อน สภาพภูมิอากาศ และการบริหารจัดการเรื่องความปลอดภัย เพื่อป้องกันมิให้เกิดความสูญเสียมากเช่นนี้อีก

นอกจากนั้นพรรคต่างๆ ยังเน้นความยั่งยืนใน มิติสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และความโปร่งใส หลายพรรคพยายามสร้างความมั่นคงพื้นฐานให้ประชาชน และใช้เทคโนโลยี AI ในการบริหารจัดการ เพื่อสร้างความยั่งยืนในการเข้าถึงบริการและโอกาสชีวิต 

 

ในส่วนของสภาพภูมิอากาศ หากจัดตำแหน่งของประเทศไทยในเวทีโลกเพื่อให้ภาครัฐมีเป้าหมายในการพัฒนาและการแข่งขันแล้ว  ล่าสุดปี 2569 ประเทศไทยอยู่ในอันดับ ที่ 32 ใน CCPI ตกลงมาจากปี 2568 แปดอันดับ   ภาพรวมไทยเป็นประเทศที่มีผลงานปานกลาง   โดยมีคะแนนปานกลางในด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้พลังงาน  ขณะที่นโยบายพลังงานหมุนเวียน และสภาพภูมิอากาศอยู่ในระดับต่ำ ประเทศที่ได้อันดับสูงสุด (อันดับ 4 โดยไม่มีอันดับที่ 1-3) ได้แก่ เดนมาร์ค รองลงมาคือ สหราชอาณาจักร และมอร็อคโค

CCPI (The Climate Change Performance Index) คือดัชนีประสิทธิภาพการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเผยแพร่เป็นประจําทุกปีตั้งแต่ปี 2548 เป็นเครื่องมือตรวจสอบอิสระ สําหรับติดตามประสิทธิภาพการดูแลสภาพภูมิอากาศของประเทศต่างๆ   เพิ่มความโปร่งใสในนโยบายระดับชาติ และระดับนานาชาติ และช่วยให้สามารถเปรียบเทียบความพยายาม และความคืบหน้าในการดําเนินการด้านสภาพภูมิอากาศของแต่ละประเทศได้

 CCPI ใช้ข้อมูลจาก 63 ประเทศและสหภาพยุโรป ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนรวมกันมากกว่า 90 % ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ทั่วโลก โดยใช้ผู้เชี่ยวชาญ 450 คน ที่เป็นผู้ประเมินนโยบายสภาพภูมิอากาศระดับชาติ และระดับนานาชาติล่าสุดของประเทศของตน เป็นผู้วิเคราะห์และสรุปผลลัพท์

CCPI ถูกแจกจ่ายไปยังสื่อหลักทั่วโลก เช่น The Guardian, China Daily, The Times of India และมักก่อให้เกิดการอภิปรายในรัฐสภาและรัฐบาลแห่งชาติ   ด้วยเหตุที่ CCPI ทำการวิเคราะห์มายาวนานและผลลัพท์เชื่อถือได้ จึงถูกใช้เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการทำให้รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อการดําเนินการกับวิกฤติสภาพภูมิอากาศของประเทศ และกระตุ้นการแข่งขันสู่จุดสูงสุด

สำหรับประเทศไทย คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติแผนปฏิบัติการ Nationally Determined Contribution (NDC) ว่าด้วยการบรรเทาผลกระทบ พ.ศ. 2564-2573 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม  2567 ซึ่งเป็นแผนปฏิบัติการอย่างเป็นทางการสําหรับการดําเนินการบรรเทาผลกระทบภายในประเทศ

และเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ NDC ฉบับที่สอง ( NDC 3.0)  และยื่นต่อเลขาธิการ UNFCCC    NDC ฉบับนี้มีเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เหลือ 152 MtCO2eq ภายใน ปี 2578 ซึ่งลดลงกว่า 47% จากระดับปี 2562 โดยครอบคลุมทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ ครอบคลุมก๊าซเรือนกระจกตัวหลักทั้งหมด (CO₂, CH₄, N₂O, HFCs, PFCs, SF₆, NF₃) และตั้งเป้า Net Zero ภายในปี 2593

Nationally Determined Contributions (NDCs) เป็นผลพวงมาจากความตกลงปารีสที่ตกลงกันในปี 2558 ในฐานะกลยุทธ์หลักเพื่อจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส และมุ่งไปที่ 1.5 องศาเซลเซียส โดยกำหนดให้แต่ละประเทศ หรือรัฐที่ลงนามรับรองข้อตกลงนี้ จัดเตรียม รายงาน และรักษาการมีส่วนร่วมที่แต่ละประเทศกำหนดของตัวเองไว้อย่างต่อเนื่อง

ผู้เชี่ยวชาญของ CCPI ระบุว่าเป้าหมายระยะยาวของประเทศไทยเป็นจุดแข็งในนโยบายสภาพภูมิอากาศของประเทศ  แต่จําเป็นต้องมีการนําไปใช้อย่างเข้มงวด ควบคู่ไปกับนโยบายพลังงานที่ปรับปรุงใหม่ เรื่องการผลิตไฟฟ้า และอนุญาตให้มีการนําพลังงานหมุนเวียนมาใช้มากขึ้น นําเสนอแผนงานที่ชัดเจนสําหรับการเปลี่ยนผ่านจากถ่านหินอย่างยุติธรรม   โดยแนะนําให้เลิกใช้ถ่านหินอย่างสมบูรณ์ภายในปี 2578 และให้มีการลงทุนมากขึ้นในเทคโนโลยีสีเขียวและพลังงานหมุนเวียน

ผู้เชี่ยวชาญมีข้อสังเกตว่า ประเทศไทยมีการพัฒนาเชิงบวกในการดําเนินการด้านสภาพภูมิอากาศในภาคเอกชน และผู้มีบทบาทระดับท้องถิ่น ที่รวมนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไว้ในแผนพัฒนาระดับจังหวัด

 

ฝากไว้ให้ประชาชนพิจารณาพรรคที่มีนโยบายสนับสนุนด้านความยั่งยืน เพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่สัญญากับชาวโลกไว้

 

ขอบคุณข้อมูลจาก CCPI และ The101.world

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หนังสือพิมพ์ OPT NEWS ONLINE
วันที่ 1 - 15 ธันวาคม 2569
อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก ดูทั้งหมด
02 ธ.ค. 2568
ต้องยอมรับว่า การปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยที่มั่นคง หัวใจสำคัญด้านหนึ่งต้อง มาจากฐานราก หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การปกครอง ส่วนท้องถิ่นต้องเข้มแข็ง ซึ่งประเทศไทยเราเอง ก็พัฒนาขึ้นมาเป็นลำดับโดยเฉพาะเมื่อรัฐธรรมนูญ 2540 เปิดศักราชใหม่ให้กับการกระจายอำนาจลงสู่...