ปากเสียงของคนท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาประเทศ
คอลัมนิสต์ / บทวิเคราะห์ ย้อนกลับ
เมื่อโลกของการทำงานถูกเขย่าด้วย AI เจาะลึก "3 มิติที่ AI ยัง “สอบตก" ถือเป็นโอกาสของคนไทย
30 เม.ย. 2569

               สวัสดีครับทุกท่าน ในช่วงปีที่ผ่านมา คำถามที่ผมมักได้รับบ่อยที่สุดเวลาไปบรรยายตามหน่วยงานต่างๆ คือ "อาจารย์ครับ AI จะมาทำงานแทนผมเมื่อไหร่?" หลายคนมีความกังวลปนหวาดกลัว เมื่อโลกของการทำงานถูกเขย่าด้วย AI ผมจะพาไปเจาะลึกการเปลี่ยนผ่านและทางรอดของคนไทย ในห้วงเวลาที่ปัญญาประดิษฐ์ AI หรือโมเดลอัจฉริยะต่างๆ พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด ความกังวลเรื่อง “AI หรือ หุ่นยนต์จะมาแย่งงาน" ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
               จากที่ผมได้ติดตามและศึกษาเกี่ยวกับวิวัฒนาการของ AI วันนี้เลยขออ้างอิงจากรายงานฉบับสำคัญของ OpenAI เรื่อง "The AI Jobs Transition Framework” ที่ได้ส่งสัญญาณที่น่าสนใจว่า โลกไม่ได้กำลังมุ่งหน้าสู่จุดจบของการจ้างงานมนุษย์ แต่มันคือการ "จัดระเบียบใหม่" (Reshuffling) ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก

                   ไม่ใช่ทุกงานจะหายไป แต่ทุกงานจะ “เปลี่ยนรูป" เรามักมองว่า AI คือเครื่องจักรที่จะมาทำแทนคน 100% แต่รายงานระบุว่าเราควรพิจารณาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ ความสามารถของ AI (AI Exposure) และ ความจำเป็นที่ต้องใช้มนุษย์ (Human Necessity)
                   งานบางอย่าง AI ทำได้ดีมาก แต่ยังต้องการมนุษย์มา "รับผิดชอบ" หรือ "ตัดสินใจ" ในขั้นตอนสุดท้าย เช่น งานด้านกฎหมาย หรือการวินิจฉัยโรค งานเหล่านี้จะไม่หายไป แต่คนทำงานต้องเปลี่ยนบทบาทมาเป็น "ผู้ควบคุม AI" แทนครับ
                    "3 มิติที่ AI ยัง "สอบตก" ทำแทนมนุษย์ไม่ได้ ซึ่งถือเป็นโอกาสของคนไทย จากรายงานฉบับนี้พบว่า

มิติที่ 1 คือ ความสามารถในการจัดการกับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ AI ทำไม่ได้ แม้ AI จะฉลาด แต่การสั่งการหุ่นยนต์ให้ทำงานในสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อน เช่น ช่างประปาที่ต้องซ่อมท่อประปาที่แตกในมุมอับ นักดับเพลิงและกู้ภัยที่เข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยในอาคารที่ถล่ม ซึ่งโครงสร้างไม่เสถียรและทัศนวิสัยแย่ AI ไม่สามารถประมวลผลความเสี่ยงที่เปลี่ยนไปทุกวินาทีได้เท่ามนุษย์ เชฟทำอาหารเพราะการผัดอาหารในกระทะที่ต้องอาศัยการกะจังหวะไฟ แรงเหวี่ยง และการชิมรสชาติที่เปลี่ยนไปตามคุณภาพวัตถุดิบแต่ละวัน พยาบาลและผู้ช่วยทางการแพทย์เพราะต้องประคองผู้ป่วยที่ล้มในห้องน้ำ หรือการทำแผลในจุดที่บอบบาง ซึ่งต้องปรับแรงมือตามปฏิกิริยาตอบสนองของผู้ป่วย หรือแม้แต่งานเกษตรกรรมการเก็บเกี่ยวผลไม้เนื้ออ่อน เช่น การเก็บสตรอว์เบอร์รี่หรือราสเบอร์รี่ที่ต้องใช้แรงบีบพอเหมาะเพื่อไม่ให้ผลไม้ช้ำ ซึ่งผลไม้แต่ละลูกมีขนาดและตำแหน่งการวางตัวที่ไม่ซ้ำกันเลย

มิติที่ 2 คือ ความสัมพันธ์และความเชื่อมั่น ต้องใช้มนุษย์ เพราะมนุษย์มีสัญชาตญาณในการเชื่อมต่อกัน การเจรจาต่อรองธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาล การเป็นที่ปรึกษาทางใจ หรือแม้แต่การสอนหนังสือที่ต้องสร้างแรงบันดาลใจ สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัย "ความไว้วางใจ" ซึ่ง AI ยังสร้างให้เราไม่ได้ เช่น ครูและวิทยากร (สายสร้างแรงบันดาลใจ) เหมือนผมทำครับ การสอนไม่ใช่แค่การถ่ายทอดข้อมูลแต่คือการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ดีในห้องเรียน การจูงใจคนที่ไม่กล้าเรียนรู้ และการเป็นตัวอย่างที่ดี, เจ้าหน้าที่บริหารทรัพยากรมนุษย์โดยเฉพาะงานด้านการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและการดูแลสวัสดิภาพพนักงานในยามวิกฤต, ผู้บริหารการตัดสินใจเรื่องยากๆ ที่ส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของทีม การสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้คนอยากทำงานด้วยกัน, ที่ปรึกษาการเงินการลงทุนคนเรากล้าฝากชีวิตและเงินเก็บก้อนสุดท้ายไว้กับ "คนที่ไว้ใจ" มากกว่า "อัลกอริทึม" ที่ไม่มีตัวตน, นักเจรจาต่อรองธุรกิจการอ่านท่าทางและการสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรเพื่อหาจุดลงตัวที่ทั้งสองฝ่ายพอใจ


มิติที่ 3 ความรับผิดชอบ เมื่อเกิดข้อผิดพลาด AI ไม่สามารถเดินเข้าคุกหรือรับผิดชอบต่อความสูญเสียได้ ดังนั้นงานที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเชิงนโยบาย กฎหมาย หรือการอนุมัติโครงการใหญ่ๆ ยังคงต้องมี "ลายเซ็นของมนุษย์" เสมอ เช่น ผู้พิพากษาการตัดสินจำคุกหรือประหารชีวิตต้องผ่านการพิจารณาของมนุษย์เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมตามหลักมนุษยธรรมและตัวบทกฎหมาย, กัปตันเครื่องบินหรือคนขับรถไฟ แม้จะมีระบบ Autopilot แต่ในวินาทีที่เกิดวิกฤต มนุษย์คือผู้ตัดสินใจคนสุดท้าย และต้องรับผิดชอบต่อชีวิตผู้โดยสารทั้งหมด, เภสัชกรการตรวจสอบและจ่ายยาตามใบสั่ง ซึ่งต้องรับผิดชอบหากมีการจ่ายยาผิดประเภทที่ส่งผลอันตรายต่อผู้ป่วย, คณะกรรมการนโยบายการเงินการตัดสินใจขึ้นหรือลดดอกเบี้ย ซึ่งส่งผลต่อคนทั้งประเทศ ต้องผ่านการกลั่นกรองจากกลุ่มบุคคลที่สังคมมอบอำนาจให้ และ ผู้บังคับบัญชาทหารการสั่งการใช้กำลังอาวุธ (Lethal Force) ในสงครามหรือการควบคุมฝูงชน กฎหมายระหว่างประเทศยังคงกำหนดว่าต้องมีมนุษย์เป็นผู้ตัดสินใจ เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับและลงโทษได้หากเกิดอาชญากรรมสงคราม

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในรายงานคือการเปลี่ยนผ่านสถานะของคนทำงาน หากเปรียบเทียบในอดีต เราอาจเป็นเหมือนนักดนตรีที่เล่นเครื่องดนตรีชิ้นเดียว แต่ในอนาคตอันใกล้ เราจะต้องเป็น "วาทยกร" ที่ควบคุมวงดนตรี AI หลายๆ ชิ้นให้บรรเลงออกมาเป็นเพลงที่สมบูรณ์

 

ตัวอย่างเช่น นักบัญชีในยุคก่อนอาจใช้เวลา 80% ไปกับการคีย์ข้อมูล แต่ใน Framework ใหม่นี้ นักบัญชีจะใช้ AI ทำหน้าที่คีย์ข้อมูลและตรวจสอบความผิดปกติเบื้องต้น แล้วใช้เวลาที่เหลือมาทำหน้าที่วิเคราะห์เชิงกลยุทธ์และให้คำปรึกษาทางธุรกิจ ซึ่งเป็นส่วนที่สร้างมูลค่าให้กับองค์กรได้มากกว่า


ฝากข้อคิดถึงคนไทย ความเสี่ยงไม่ใช่ AI แต่คือ “การหยุดนิ่ง" รายงานของ OpenAI ย้ำเตือนชัดเจนว่า กลุ่มงานที่น่าเป็นห่วงที่สุดไม่ใช่กลุ่มที่ AI ทำแทนได้ 100% แต่เป็นกลุ่มงานที่ "คนทำงานปฏิเสธการใช้เครื่องมือ" ในบริบทของข้าราชการหรือพนักงานออฟฟิศไทย หากเรายังทำงานในรูปแบบเดิมๆ ที่เน้นการกรอกเอกสาร หรือการรวบรวมข้อมูลแบบ Routine เราจะเผชิญกับภาวะ "Low Demand Elasticity" หรือความต้องการแรงงานที่ลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะองค์กรสามารถใช้ AI ทำแทนได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่าหลายสิบเท่า

ท้ายที่สุดแล้ว AI จะเป็น "ลมใต้ปีก" ที่ช่วยให้เราบินได้ไกลขึ้น หรือจะเป็น "พายุ" ที่พัดเราให้ตกงาน... คำตอบไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี AI แต่อยู่ที่ว่า “วันนี้คุณเริ่มเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน AI แล้วหรือยัง?"

 

หนังสือพิมพ์ OPT NEWS ONLINE
วันที่ 1 - 15 พฤษภาคม 2569
อปท.นิวส์เชิญเป็นแขก ดูทั้งหมด
30 เม.ย. 2569
อปท.นิวส์ เชิญเป็นแขก 475 ระบบการเมืองบ้านเรากำหนดให้มีสมาชิกรัฐสภา 2 ประเภทด้วยกัน 1. คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ สส. และ 2. คือ สมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ซึ่งทั้ง 2 สภา ก็คือสภานิติบัญญัติที่ดูแลการออกกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตาม ในรัฐธรรนูญ 2560 ที่กำลังใช้อยู่ใน...