กรมวิชาการเกษตร ชูนวัตกรรมพลาสติกผสมกากกาแฟ เพิ่มมูลค่าของเสีย 2.9 แสนตันต่อปี ช่วยลดต้นทุนการผลิตและใช้กับเครื่องจักรเดิมได้ทันที พร้อมสร้างบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกยั่งยืน
นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ปัจจุบันการบริโภคกาแฟของคนไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยประมาณ 300 แก้วต่อคนต่อปี ส่งผลให้มีปริมาณกากกาแฟจำนวนมาก โดยร้านกาแฟ 1 สาขา อาจมีกากกาแฟเหลือทิ้งมากกว่า 20 กิโลกรัมต่อวัน ซึ่งปริมาณกากกาแฟรวมทั้งประเทศจะมีมากกว่า 290,000 ตันต่อปี หากไม่มีการจัดการที่เหมาะสมอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้
ขณะเดียวกัน ปัญหาพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งยังคงเป็นประเด็นสำคัญ เนื่องจากไม่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ และสะสมในรูปแบบไมโครพลาสติกอยู่ในสิ่งแวดล้อม กรมวิชาการเกษตรจึงมุ่งพัฒนาทางเลือกใหม่โดยนำ “กากกาแฟ” ที่เป็นชีวมวลมีศักยภาพมาใช้เป็นวัตถุดิบเสริมในพลาสติกชีวภาพ เพื่อลดของเสียและเพิ่มมูลค่าในเชิงอุตสาหกรรม ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ด้วยการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น กากกาแฟ มาสร้างมูลค่าเพิ่ม พร้อมเปิดโอกาสให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยนำไปใช้ประโยชน์ต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ สร้างรายได้เสริม และลดภาระการจัดการของเสียในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“นวัตกรรมเม็ดพลาสติกชีวภาพผสมกากกาแฟ ไม่เพียงช่วยลดปริมาณของเสียและลดการพึ่งพาพลาสติกจากปิโตรเคมี แต่ยังสามารถตอบโจทย์ภาคธุรกิจได้จริง เนื่องจากสามารถใช้กับเครื่องจักรเดิมได้ทันที โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม และยังสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ในระยะยาว” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว
.jpg)
ด้าน นายกนกศักดิ์ ลอยเลิศ นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ กองวิจัยพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร กล่าวว่า งานวิจัยนี้ได้นำกากกาแฟมาแปรรูปและพัฒนาเป็นส่วนผสมในเม็ดพลาสติกชีวภาพชนิด PLA โดยผ่านกระบวนการคัดแยก อบแห้ง และปรับสภาพ เพื่อให้เหมาะสมต่อการใช้งานร่วมกับพอลิเมอร์ ซึ่งจากการศึกษาพบว่า กากกาแฟมีองค์ประกอบของคาร์บอนสูง สามารถรวมตัวกับพอลิเมอร์ได้ดี และทนต่ออุณหภูมิในกระบวนการขึ้นรูปพลาสติก ทำให้เหมาะสมต่อการนำมาใช้ ในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์
สำหรับผลการทดลองขึ้นรูป พบว่า สูตรที่เหมาะสม คือ การผสมกากกาแฟในสัดส่วน 7% (สูตร P3)ซึ่งสามารถนำไปฉีดขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ เช่น ถ้วย และช้อนส้อม ได้อย่างสมบูรณ์ มีคุณสมบัติทนความร้อนได้ถึง 60 องศาเซลเซียส พร้อมทั้งมีกลิ่นหอมอ่อนๆ จากกากกาแฟ และมีสีสันตามธรรมชาติที่เป็นเอกลักษณ์ อันสะท้อนถึงภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์รักษ์โลก
นอกจากนี้ ยังสามารถนำไปพัฒนาเป็นบรรจุภัณฑ์ได้หลากหลายรูปแบบ เช่น แก้วเครื่องดื่มเย็น กล่องอาหาร และภาชนะอื่นๆ โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนเครื่องจักรในกระบวนการผลิตของโรงงาน ส่วนในด้านต้นทุนพบว่า เม็ดพลาสติก PLA ผสมกากกาแฟ 7% มีราคาต้นทุนอยู่ที่ 14.88 บาทต่อ 100 กรัม ซึ่งมีราคาต้นทุนต่ำกว่าเม็ดพลาสติก PLA ทั่วไปที่มีราคาต้นทุนอยู่ที่ 16 บาทต่อ 100 กรัม แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการลดต้นทุนควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรได้ขยายผลงานวิจัยดังกล่าวสู่ภาคเอกชนและผู้ประกอบการ เพื่อส่งเสริมการใช้วัสดุชีวภาพในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ พร้อมร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มวิจัยและพัฒนาการแปรรูปผลิตผลเกษตร กองวิจัยพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร กรมวิชาการเกษตร โทรศัพท์ 0 2940 6364