ปิดทองหลังพระฯ สานต่อพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ต่อยอดขยายผลโครงการร้อยใจรักษ์ พลิกฟื้น “บ้านห้วยม่วง” อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ จากเกษตรพึ่งพาสารเคมีสู่ชุมชนเข้มแข็งเกษตรปลอดภัย อยู่รอด พอเพียง และยั่งยืน ด้วยศาสตร์พระราชา ชูเป็นหนึ่งใน 10 พื้นที่ต้นแบบบูรณาการการพัฒนาตามแนวพระราชดำริภาคเหนือ ร่วมเทิดพระเกียรติรัชกาลที่ 9 ในวาระ 100 ปีชาติกาล ปี 2570
นายกฤษฎา บุญราช ประธานสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ กล่าวในโอกาสลงพื้นที่ติดตามการขับเคลื่อนพื้นที่ต้นแบบบูรณาการการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ บ้านห้วยม่วง ตำบลแม่นาวาง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ว่า ชุมชนแห่งนี้ถือเป็นพื้นที่ตัวอย่างในภาคเหนือที่สามารถพลิกฟื้น ก่อร่าง สร้างชุมชน รู้ รับ ปรับตัวสู่ความยั่งยืน ในฐานะหมู่บ้านพึ่งตนเอง เกษตรปลอดภัย ชุมชนปลอดภัย ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วนและพลังการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา พัฒนาทางเลือก” หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติใช้อย่างเป็นรูปธรรม ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวบ้านให้สามารถอยู่รอด พอเพียง และยั่งยืน
พลิกวิกฤตจากเกษตรเคมี สู่เกษตรปลอดภัย ภายใต้สร้างวิถียั่งยืน
โดยก่อนปี 2559 ชาวบ้านห้วยม่วงยึดอาชีพทำการเกษตร มีรายได้จากสวนส้มที่ต้องพึ่งพาสารเคมีเป็นหลัก จึงเกิดปัญหาหนี้สิน ราคาผลผลิตตกต่ำ รายได้ไม่คุ้มทุน สวนส้มที่เคยเป็นความภาคภูมิใจกลับกลายเป็นแหล่งของปัญหา สารเคมีที่ใช้มานานหลายปี ไม่เพียงทำลายดิน แต่ยังแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของชาวบ้าน เมื่อตรวจเลือดแล้วพบว่ามีสารเคมีตกค้างในระดับสูงที่อันตรายต่อสุขภาพ
“แม่หอม”เกษตรกรที่ล้มป่วยจากสารเคมี
คุณหอมไกร โสภามี ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มส่งเสริมอาชีพเกษตร บ้านห้วยม่วง เล่าย้อนกลับไปสิบกว่าปีก่อนเธอได้ทุ่มเททั้งชีวิตในการทำสวนส้ม 13 ไร่ด้วยความหวังว่าจะสร้างรายได้จากส้มและลืมตาอ้าปากได้เหมือนคนอื่น เธอได้เลือกใช้สารเคมีในการพ่นยาฆ่าแมลง ยาฆ่าศัตรูพืชทุกวัน เพื่อรักษาผลผลิตส้มให้ขายได้ราคามากที่สุด “พ่นยาเคมีหนึ่งครั้ง ต้องนอนเหนื่อยไม่มีแรงไปอีก 3-5 วัน”
แม้จะมีผลผลิตส้มให้ได้เก็บขายเพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว แต่สุขภาพของ “แม่หอม” กลับแย่ลงทุกวัน จนเกิดอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง รู้สึกเหนื่อยล้าอย่างไร้สาเหตุ จนต้องวิ่งรอกเข้าออกโรงพยาบาลหลายแห่งเพราะคิดว่าตัวเองเป็นโรคหัวใจ จนกระทั่งคุณหมอได้เฉลยความจริงว่าสาเหตุหลักมาจาก “พิษของสารเคมี”ที่สะสมอยู่ในเลือดจากการทำเกษตรเคมีที่ต้องใช้ฉีดพ่นยาฆ่าแมลงทุกวันนั่นเอง
จากปัญหาดังกล่าว จึงได้เกิดเป็นจุดพลิกผันที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ด้วยความตระหนักรู้ และความเข้มแข็งของชุมชนที่รู้ถึงต้นตอปัญหาที่เกิดขึ้น จึงเกิดการร่วมมือกันในการลด ละ เลิก สารเคมี สู่การทำเกษตรปลอดภัย
ในปี 2563 สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯได้เข้าไปดำเนินงานขยายผลจากโครงการร้อยใจรักษ์ในพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณี สิริพัชรมหาวัชรราชธิดา ที่ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหายา บ้านเสพติด โดยนำหลักการทรงงานพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติของชุมชนบ้านห้วยม่วงอย่างเป็นระบบ น้อมนำแนวพระราชดำริมาปฏิบัติด้วยแนวทาง “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” อย่างเป็นลำดับตั้งแต่การศึกษาข้อมูล การสร้างการมีส่วนร่วม และการพัฒนาในมิติต่างๆ โดยสถาบันฯทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมประสาน โดยนำองค์ความรู้และหน่วยงาน สนับสนุนการทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อต่อยอดศักยภาพที่มีอยู่
ในมิติด้านน้ำและดิน เริ่มจากแก้ปัญหาซ่อมแซมฝายชะลอน้ำเพื่อแก้ปัญหาฝ่ายชำรุด พัฒนาระบบสำรองน้ำเพื่อการเกษตรในฤดูแล้ง ปรับปรุงลำเหมืองเดิม ขณะเดียวกันสถาบันฯ ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ สถาบันการศึกษา ปรับปรงบำรุงดินให้เหมาะสมกับการเกษตร เพื่อเพิ่มผลผลิต รวมถึงส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อการเกษตร โดยร่วมกับเกษตรกรรุ่นใหม่
เมื่อมีแหล่งน้ำและระบบการบริหารจัดการน้ำ ชาวชุมชนก็สามารถเดินต่อสู่มิติด้านอาชีพและเศรษฐกิจ สามารถพัฒนา ผลผลิตทางการเกษตร สร้างอาชีพมีรายได้ อาทิ การเพาะเห็ด ปลูกผักอินทรีย์ ส่งโครงการหลวงหมอกจ๋าม ได้ GAP และรับรองอินทรีย์ PGS โดยมีการตรวจสารเคมีในเลือดทุกปี มีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนส่งเสริมอาชีพการเกษตร นอกจากนี้ยังมีอาชีพทางเลือกที่ใช้ศักยภาพของทรัพยากรในชุมชน ต่อยอดอาชีพประมงเลี้ยงปลาในกระชัง และปลูกไม้ผล เช่น เสาวรส ไม้ดอกไม้ประดับ ควบคู่กันไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม การฟื้นฟูป่าตันน้ำ สร้างฝาย ปลูกป่า ปรับปรุงการใช้ที่ดินเหนืออ่าง
ประธานสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ กล่าวต่อว่า เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและความยั่งยืนในระยะยาว สถาบันฯจึงได้วางยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาน้ำอย่างยั่งยืนร่วมกับชุมชนและหน่วยงานรัฐ ตามแผนปฏิบัติการด้านบูรณาการขับเคลื่อนการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ระยะที่ 5 (พ.ศ. 2571-2575) โดยบูรณาการแหล่งน้ำต้นทุน 3 แหล่งเข้าด้วยกัน ได้แก่ อ่างเก็บน้ำแม่นาวาง, อ่างเก็บน้ำห้วยม่วง และสระหนองบัว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพื้นที่ต้นแบบ เสริมสร้างความเข้มแข็งให้ราษฎร ต่อยอดและยกระดับกลุ่มอาชีพเดิมของชุมชน (กลุ่มผักปลอดภัย, ประมง, ไม้ดอก, แปลงข้าวลดต้นทุน) เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็งอย่างยั่งยืน
ผลจากการพัฒนาโดยชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางและตอบโจทย์ด้านการพัฒนาที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ตรงตามความต้องการของประชาชนและศักยภาพชุมชน ทำให้ชุมชนบ้านห้วยม่วงสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตสู่การพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนเป็นตัวอย่างความสำเร็จ สู่การพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้ต้นแบบสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้และขยายผลการพัฒนาตามแนวพระราชดำริไปสู่พื้นที่อื่น ส่งผลให้บ้านห้วยม่วงได้รับการคัดเลือกเป็นหนึ่งใน 10 หมู่บ้าน 10 พื้นที่ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในวาระครบรอบ 100 ปี ชาตกาล วันพระบรมราชสมภพ
10 หมู่บ้าน 10 พื้นที่ เทิดพระเกียรติ 100 ปี ชาตกาล รัชกาลที่ 9
ทั้งนี้หมู่บ้านที่ได้รับการคัดเลือกเป็นพื้นที่ต้นแบบบูรณาการการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ทั้ง 10 แห่ง ประกอบด้วย 1.บ้านยอด ตำบลยอด อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน 2.บ้านห้วยม่วง ตำบลแม่นาวาง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ 3.บ้านโคกล่าม และ 4.บ้านแสงอร่าม ตำบลกุดหมากไฟ อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี 5.บ้านโพนงาม ตำบลโพนงาม อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ 6.บ้านโป่งลึก ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี 7.บ้านบางกลอย ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี 8.บ้านจำปูน ตำบลท่าธง อำเภอรามัน จังหวัดยะลา 9.บ้านโคกยามู ตำบลไพรวัน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส และ 10.บ้านเหล่าฝ้าย ตำบลเหล่ากวาง อำเภอโนนคูณ จังหวัดศรีสะเกษ
ทั้งนี้ โดยพิจารณาจากปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ประชาชนในพื้นที่สามารถแก้ปัญหาที่ทำกิน ปรับปรุงแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค พัฒนาคุณภาพดิน ทำเกษตรแบบพึ่งพาตนเอง ช่วยลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ครัวเรือน ชุมชนมีความพร้อมที่จะพัฒนาไปสู่ การพัฒนาที่ยั่งยืน พึ่งพาตนเองได้ สามารถขยายการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน ทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น สามารถอยู่รอด พอเพียง และยั่งยืน
วางเข็มทิศประเทศไทยรับมือวิกฤต
“สิ่งที่มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ กำลังขับเคลื่อนอยู่ขณะนี้ มีเป้าหมายสำคัญคือ การสร้างเข็มทิศประเทศไทยในอนาคต สำหรับเป็นหลักยึดในยามที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงท่ามกลางความผันผวนต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยยึดโยงเป้าหมายหลักของการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงทั้ง ๔ ด้านตามที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประชาชนชาวไทยในภาวะวิกฤตในขณะนี้”
ปัจจุบันมีการขยายผลการพัฒนาตามแนวพระราชดำริเพื่อใช้เป็นแนวทางหลักของการพัฒนาประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ใน ๒๒ จังหวัด