ปากเสียงของคนท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาประเทศ
สังคม / บุคคล ย้อนกลับ
แพทย์ศิริราชแถลง เผยสาเหตุการเสียชีวิต น้ำตาล เดอะสตาร์
26 มิ.ย. 2562

      ทีมแพทย์จากโรงพยาบาลศิริราช ผู้ทำการรักษาน้ำตาลก่อนเสียชีวิต แถลงผลการตรวจวินิจฉัยสาเหตุการเสียชีวิตของน้ำตาลแล้ว! โดยสืบเนื่องหลังจากที่น้ำตาลเสียชีวิตทางทีมแพทย์ได้ขออนุญาตครอบครัวส่องกล้องเข้าไปทางจมูก เพื่อตัดชิ้นเนื้อบริเวณหลังโพรงจมูกที่มีสีผิดปกติไปทำการตรวจหาสาเหตุ โดยวินิจฉัยทางพยาธิวิทยา ซึ่งในระหว่างตัดชิ้นเนื้อมีเลือดไหลออกมา หลังจากย้อมชิ้นเนื้อพบว่าเข้าได้กับวัณโรคแต่ไม่พบเชื้อ แพทย์จึงได้ทำการตรวจอีกวิธีหนึ่งที่เรียกว่า PCR (Polymerase Chain Reaction) คือการตรวจหา DNA ของเชื้อวัณโรค และได้ผลเป็นบวก (positive) ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และ รศ.นพ.ปรัญญา สากิยลักษณ์ แพทย์ประจำสาขาวิชาศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก ภาควิชาศัลยศาสตร์ จึงชี้แจงผลหลังการตรวจชิ้นเนื้อ ซึ่งบ่งชี้ว่าน้ำตาลมีเชื้อวัณโรคหลังโพรงจมูก

โดยจากสถิติประเทศไทยปี 2560 พบคนไทยเป็นวัณโรค 80,000 คน จากประชากร 69 ล้านคน ร้อยละ 83 จะตรวจพบที่ปอด และร้อยละ 17 ตรวจพบนอกปอด แต่สำหรับวัณโรคหลังโพรงจมูกพบได้น้อยกว่าร้อยละ 1 ของวัณโรคที่พบนอกปอด อีกทั้งวัณโรคสามารถเป็นได้ตามอวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย สำหรับวัณโรคหลังโพรงจมูกรายงานทางการแพทย์ทั่วโลกพบว่าผู้ป่วย 1 ใน 3 อาจไม่มีอาการใดๆ และประมาณร้อยละ 70 มีต่อมน้ำเหลืองที่คอโต หรือมีก้อนบริเวณหลังโพรงจมูก การวินิจฉัยโรคหลังโพรงจมูกจึงมักได้จากการตรวจชิ้นเนื้อที่ก้อนหรือต่อน้ำเหลือง            

รศ.นพ.ปรัญญา : "หลังจากที่คุณน้ำตาลเสียชีวิต เราได้ประสานไปทางแพทย์ หู คอ จมูก ให้มาดำเนินการส่องกล้องเข้าไปในโพรงจมูกเพื่อจะดูเข้าไปดูด้านหลังของโพรงจมูก เนื่องจากลักษณะอาการที่คุณแม่ของคุณน้ำตาลเล่าให้ฟังคือคนไข้ไม่ได้ไอเป็นเลือด ไม่ได้อาเจียนเป็นเลือด แต่ลักษณะของเลือดที่ไหลออกมาคือไหลออกมาจากหลังโพรงจมูก ซึ่งเป็นจุดที่เราสงสัยมากที่สุด จึงได้ขออนุญาตส่องกล้องเข้าไปตรวจดู หลังการส่องกล้องพบว่าเนื้อเยื่อบริเวณหลังโพรงจมูกไม่ได้นูนออกมาเยอะ แต่มีสีที่ผิดปกติ จึงทำการขออนุญาตคุณแม่ทำการตรวจชิ้นเนื้อ ซึ่งท่านก็ให้ความกรุณาอย่างยิ่งให้เรานำชิ้นเนื้อไปตรวจ หลังตัดชิ้นเนื้อไปได้ประมาณ 2 ชิ้น พบว่ามีเลือดไหลตามออกมาในปริมาณมากพอสมควร ทำให้เราคิดว่าบริเวณนี้น่าจะเป็นจุดกำเนิดของเลือดออก"           

ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ : "ชิ้นเนื้อที่เราตัดไปตรวจเป็นชิ้นเนื้อเล็กที่ตัดผ่านกล้องนำไปตรวจตามพยาธิวิทยาทั่วไป ผลการตรวจมีลักษณะเข้าได้กับวัณโรค มีส่วนบางส่วนของเซลล์ ของเนื้อเยื่อที่มีลักษณะทำนองแบบนั้น แต่ไม่พบเชื้อวัณโรค ทางเราอยากให้แน่ใจว่าผลการวินิจฉัยนั้นถูกต้อง จึงได้ใช้เทคนิคที่เรียกว่า PCR (Polymerase Chain Reaction) คือการตรวจหา DNA ของเชื้อวัณโรคอีกครั้ง ก็ได้ผลเป็นบวก สรุปการวินิจฉัยโรคคือเป็นวัณโรคที่หลังโพรงจมูก ก่อนหน้านี้ผมเคยอธิบายเรื่องเลือดออกไปแล้วแต่อาจจะยังอธิบายได้ไม่หมด แต่คิดว่าอธิบายสาเหตุต่างๆ ได้ครบถ้วนพอสมควร วันนี้นอกจากเราจะแจ้งให้ทราบว่าการวินิจฉัยสุดท้ายคืออะไรแล้ว ผมขอถือโอกาสตรงนี้ให้ข้อมูลว่าวัณโรคในประเทศไทยไม่ได้ลดน้อยลงเลย ข้อมูลล่าสุดที่องค์การอนามัยโลกใช้อ้างอิงข้อมูลจากประเทศไทยที่ส่งไปในปี พ.ศ.2560 พบว่ามีคนไข้กว่า 80,000 คนที่เป็นวัณโรค แต่ขณะเดียวกันวัณโรคไม่ใช่โรคที่น่ากลัว ไม่ใช่โรคที่น่ารังเกียจ แต่เป็นโรคที่รักษาได้ทางยา ปัจจุบันโอกาสที่จะติดต่อกันน้อย หากได้รับยาก็สามารถควบคุมได้หมด           

ยังมีข้อมูลที่เราได้เพิ่มมาอีกในกรณีคุณน้ำตาล ในเมืองไทยเวลาเราบอกว่าเป็นวัณโรค 83 เปอร์เซ็นต์ เป็นวัณโรคที่เจอในปอด อีก 17 เปอร์เซ็นต์ เจอนอกปอด เจอที่กระดูก ที่อวัยวะต่างๆ เป็นต้น และในกลุ่มวัณโรคที่อยู่นอกปอดน้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ จะเจอด้านหลังโพรงจมูก กรณีคุณน้ำตาลต้องบอกก่อนว่าไม่ปกติจริงๆ กรณีที่เจอน้อยมากๆ อาจจะเป็นเพราะว่าบริเวณที่เป็นรอยโรคด้านหลังนั้นเผอิญมีเส้นเลือดอยู่ มันก็เลยเกิดเหตุการณ์ที่มีเลือดออก สิ่งที่ผมอยากฝากต่อไปคือ ขอให้ช่วยเตือนกันว่า วัณโรคในเมืองไทยยังมีอยู่นะ ไม่ต้องตกใจ ถ้ามีก็แค่รักษาเท่านั้นเอง เพราะการรักษายังครอบคลุมได้ดีอยู่ โอกาสที่จะดื้อยามีเพียงแค่ 2 เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นยังรักษาได้อย่างเต็มที่และไม่อยากให้ตื่นตระหนกจากกรณีของคุณน้ำตาล           

วัณโรคจำนวนหนึ่งมีอาการ แต่วัณโรคกรณีของคุณน้ำตาลไม่มีอาการอะไรเลย เขาปกติทุกอย่าง ดังนั้นจะมีจำนวนหนึ่งที่ไม่มีอาการ สิ่งที่เราแนะนำได้คือการตรวจร่างกายประจำปียังเป็นสิ่งที่จำเป็น ซึ่งผมเชื่อว่าในสังคมไทยมีการตรวจร่างกายประจำปีน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เวลาตรวจร่างกายประจำปีแล้วเจออะไรผิดปกติอย่าคิดว่าคงไม่มีอะไรมั้ง เราต้องตรวจสอบว่าเป็นอะไร อีกอย่างที่อยากจะฝากก็คือ แม้ว่าจะตรวจร่างกายประจำปีแล้วปกติ แต่หากมีอาการบางอย่างที่ผิดปกติ เช่น ผอมลง เบื่ออาหาร รู้สึกว่าตัวเองมีไข้ต่ำๆ รุมๆ โดยไม่มีทีท่าจะหายไปใน 2-3 สัปดาห์ หรือเจอก้อนเนื้อผิดปกติ อย่าชะล่าใจ ผมอยากให้ไปพบแพทย์ ผมคิดว่ากรณีของคุณน้ำตาลคงเป็นกรณีหนึ่งที่น่าจะเป็นประเด็นให้เกิดการเรียนรู้ในสังคมไทย และเป็นส่วนที่จะช่วยดูสิ่งเหล่านี้ ไม่อยากให้เกิดขึ้นอีกในเมืองไทย           

ต้องขอบคุณคุณแม่จริงๆ ที่เราสามารถดำเนินการในวันนี้ได้นั้นเป็นความกรุณาของคุณแม่คุณน้ำตาลที่ในวันนั้นอนุญาตให้ส่องกล้อง เพราะถ้าวันนั้นไม่ได้ส่องกล้องวันนี้เราคงไม่รู้คำตอบอะไรเลย ทำให้เรารู้เห็น นี่คือสิ่งที่เราอยากแจ้งให้สื่อมวลชนได้รับทราบ (การรักษาวัณโรคหลังโพรงจมูก เหมือนการรักษาวัณโรคปอดไหม?) ไม่แตกต่างกันเลย คือพอเราได้ชิ้นเนื้อ เราก็ได้ไปทบทวนบทความทางวิชาการเกี่ยวกับภาวะของวัณโรคที่บริเวณด้านหลังของโพรงจมูกของทั่วโลก ซึ่งจริงๆ เจอน้อยมากนะ และที่มีอาการเลือดออกอย่างนี้ยังไม่เคยมี ส่วนการรักษาเหมือนกัน คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจ เกือบทั้งหมดไม่สามารถวินิจฉัยก่อนได้ล่วงหน้าว่าเป็นวัณโรค ส่วนใหญ่ต้องตรวจชิ้นเนื้อ คนส่วนใหญ่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง เพราะว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ของ 2 ใน 3 หรือ 3 ใน 4 ของคนไข้ จะมีอาการต่อมน้ำเหลืองที่คอโต กับคุณน้ำตาลเราก็ไม่ได้ตรวจพบ พอต่อมน้ำเหลืองที่คอโตคนก็จะสงสัยว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองหรือเปล่า เป็นมะเร็งแถวคอหรือเปล่า ก็เลยไปส่องกล้องจึงทราบว่าเป็นวัณโรคและคนส่วนใหญ่วินิจฉัยได้จากที่ผลชิ้นเนื้อออก แต่การรักษาเหมือนการรักษาวัณโรคทั่วไป ทั้งหมดตอบสนองดีกับยา (การเป็นวัณโรคหลังโพรงจมูก เลือดจะออกมาเยอะอย่างกรณีของน้ำตาลหรือเปล่า?) ไม่เคยมีรายไหนที่รายงานเกี่ยวกับโรคนี้เลยว่าเลือดออกเยอะแบบนี้ ส่วนใหญ่ก็จะมีเล็กน้อย เหมือนอย่างวัณโรคในปอดที่ไอออกมาก็มีเลือดเล็กน้อยแค่นั้น แต่ที่ออกเยอะแบบนี้เท่าที่ผมได้ศึกษาย้อนหลังเมื่อหลายวันที่ผ่านมา ยังไม่มีครับ (เคสแบบนี้ จะมีวิธีการดูแลรักษาตัวเองยังไง และจะมีอาการอะไรแจ้งเตือนรึเปล่า?) อันดับแรก การเข้าดูที่ด้านหลังโพรงจมูกไม่ใช่สิ่งที่จู่ๆ เราจะเห็น เราเปิดตาส่องดูก็ไม่เห็น และไม่ใช่สิ่งที่ควรจะทำ หากจะให้ไปส่องกล้องทุกราย ผมว่ามันลำยากมากและมันก็มีโอกาสเจอน้อยมาก การตรวจร่างกายประจำปีนี่แหละ มันจะครอบคลุมให้เราทราบโรคต่างๆ 80 เปอร์เซ็นต์แล้ว แต่ถ้าตรวจร่างกายประจำปีแล้วไม่เจออะไรผิดปกติแต่ร่างกายเรามีอะไรผิดปกติ เช่น น้ำหนักลดผิดปกติ มีไข้ต่ำๆ รู้สึกเบื่ออาหาร ไม่ค่อยอยากทานอาหาร ขอให้นึกไว้ก่อน แต่ที่ผมพูดไปไม่ได้เป็นเฉพาะวัณโรคนะครับ มะเร็งทั้งหลายก็มาแบบนี้ได้เหมือนกัน เมื่อไหร่ที่มีอาการแบบนี้ให้ไปพบแพทย์เถอะ ไปตรวจหาอะไรบางอย่าง ซึ่งอาจหลุดจากการตรวจร่างกายประจำปีไป แต่ไม่อยากให้ตื่นตระหนกกับโรคนี้เพราะโอกาสที่เจอน้อยมาก เราต้องเฝ้าระวังสุขภาพตัวเอง และตรวจร่างกายประจำปี อันนี้จะช่วยได้เยอะมาก (ปัจจัยอะไรที่ทำให้เกิดโรคนี้?) ในสังคมไทยเราตอนนี้ต้องบอกว่าหนึ่งในปัจจัยที่ไม่ทำให้วัณโรคหลุดไปเพราะเราอยู่ในห้องที่ปิดมากกว่าเดิม เราเข้าไปในอาคารต่างๆ ก็มีแต่ห้องแอร์ทั้งหมด และระบบเครื่องปรับอากาศปกติไม่ได้กรองเชื้อวัณโรค กรองเพียงอากาศทั่วๆ ไป ไส้กรองที่มันจะดับเครื่องวัณโรคได้ก็ต้องเป็นแบบพิเศษ ซึ่งแพง ในสังคมไทยที่เราคาดการณ์ว่าทำไมวัณโรคยังไม่หมดไปก็เพราะเราอยู่ในสังคมปิด อยู่ในห้องที่อากาศไม่ได้ไหลเวียน หากมีใครสักคนเข้ามาอยู่ก็มีโอกาสที่จะติด แต่ต้องบอกก่อนนะครับว่าถ้าเราภูมิต้านทานปกติดี คนส่วนใหญ่จะกำจัดมันได้ในระดับหนึ่ง ในกรณีของคุณน้ำตาลอยู่ในกลุ่มผู้ป่วยทีไม่มีอาการใดๆ บ่งบอกเลย คงเป็นเหตุผลหนึ่งที่คิดว่า เรายังสบายดี เลยไม่ได้ไปตรวจ (สาเหตุที่ น้ำตาล เลือดออกมากเพราะอะไร?) เราคาดการณ์จากตำแหน่งที่เห็นนะครับ ผมเชื่อว่าข้างหลังคือเส้นเลือด ในคอเราด้านหลังจะมีเส้นเลือดอยู่เยอะมากเป็นปกติ และก็มีเส้นเลือดใหญ่อยู่ที่ตรงนั้น บางทีการอักเสบหรือการติดเชื้อตรงนั้นหากลงไปถึงตำแหน่งเส้นเลือด ก็อาจมีโอกาสฉีกขาดหรือสลายไปได้ง่าย (โรคนี้แสดงอาการช้าเร็วขนาดไหน?) ไม่สามารถตอบได้ เพราะวัณโรคปัจจุบัน บางคนไม่มีอาการ ก็ไม่สามารถย้อนกลับไปได้ว่าเป็นตั้งแต่เมื่อไร กรณีคุณน้ำตาลเท่าที่ถามก็ไม่มีอาการอะไรบ่งบอกมาก่อน เพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถบอกได้ครับ โรคบางอย่างถ้าเรารู้ต้นๆ และลองคำนวณจากระยะฟักตัวของโรคอาจจะบอกได้ แต่โรคบางอย่างปัจจุบันในวงการแพทย์ไม่สามารถระบุได้ว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อไร คนทุกคนมีโอกาสเป็น คุณแม่ผมก็เป็นวัณโรค พอเจอก็รักษาก็แค่นั้น ถ้าถามว่าในสังคมไทย แม้กระทั่งในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างอเมริกาก็ยังเจอวัณโรค และวัณโรคเป็นโรคที่มีโอกาสอยู่ในอากาศทั่วๆ ไป คงไม่สามารถตอบได้ คุณน้ำตาลไม่ได้มีปัจจัยอะไรที่เป็นตัวเสี่ยงทำให้เกิดการติดเชื้อของโรคนี้ ผมคิดว่าพวกเราทุกคนในห้องนี้ก็มีโอกาสที่จะเป็นได้ครับ (คนในครอบครัว น้ำตาล มีโอกาสเสี่ยงไหม โดยเฉพาะคุณแม่ที่ค่อนข้างใกล้ชิด?) หลังทราบการวินิจฉัย เราแจ้งให้เขาทราบ ก็คงไปตรวจแหละ อย่างที่ผมเรียนว่าคงไม่จำเป็นต้องส่องกล้องตรวจเพราะมันน้อยมาก คงไปตรวจร่างกายทั่วไปนั่นแหละครับ จริงๆ ผมก็อยากแนะนำให้ตรวจร่างกายประจำปี อย่าคิดว่าไม่มีนะ หากเจอโรคอื่นๆ จะได้รู้ตั้งแต่เนิ่นๆ"           

รศ. นพ. ปรัญญา : "ผมคงไม่มีอะไรเพิ่มเติม แต่อยากจะกล่าวขอบคุณครอบครัวคุณน้ำตาล โดยเฉพาะคุณแม่ที่อนุญาต ในวันนั้นผมขออนุญาตตรวจเพื่อที่จะได้เรียนรู้และทราบสาเหตุ ทั้งที่ตอนนั้นท่านก็ยังเสียใจอยู่ แต่ตัดสินใจอนุญาตให้เราส่องกล้องเพื่อตัดชิ้นเนื้อ ทำให้เราได้เรียนรู้อย่างมาก และขอบคุณคุณน้ำตาลด้วยนะครับ"           

ศ.นพ.ประสิทธิ์ : "คนที่ยังเสียใจแต่คิดถึงคนอื่น อันนี้น่าชื่นชม ขอเป็นตัวแทนคนไทยขอบคุณเขาด้วย คุณน้ำตาลทำให้เราระวังว่าโรคบางโรคอาจจะมาด้วยอาการแปลกๆ ที่เราคาดไม่ถึง ในเมืองไทยพบผู้ป่วยที่เป็นวัณโรคหลังโพรงจมูกทั้งหมด 39 ราย รายแรกในประเทศไทย รายงานเมื่อปี 2535 ที่ จ.กาญจนบุรี ที่ศิริราชมีรายงาน 15 ราย ขอนแก่นมี 23 ราย และมีอีก 1 รายเมื่อไม่นานนี้เอง แต่ไม่ได้เป็นโรคที่วินิจฉัยก่อนเบื้องต้น คือไปตรวจอย่างอื่นแล้วตรวจเจอจากชิ้นเนื้อ ทุกรายรักษาหายขาดหมด ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน อย่างที่ผมบอกว่ารักษาแบบวัณโรคธรรมดา" 

ข้อแนะนำสำหรับประชาชนจากกรณีของ น้ำตาล บุตรศรัณย์ ทองชิว 

1. อุบัติการณ์ของวัณโรคในประเทศไทยยังไม่ลดลง สามารถเกิดได้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย และสามารถเกิดขึ้นได้ในหลากหลายอวัยวะ 
2. ควรตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี หากพบสิ่งผิดปกติใด ๆ จำต้องสืบค้นจนพบสาเหตุของความผิดปกตินั้น 
3. แม้การตรวจร่างกายจะปกติ แต่หากมีอาการผิดปกติระยะเวลาหนึ่ง เช่น น้ำหนักลดไม่ทราบสาเหตุ เบื่ออาหาร มีไข้ต่ำ ๆ คลำได้ก้อนผิดปกติ ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ

ข่าวจาก https://gossipstar.mthai.com/gossip-content/76290

หนังสือพิมพ์ OPT NEWS ONLINE
วันที่ 16-31 พฤษภาคม 2562
ปักหมุด แวดวงตำรวจไทย ดูทั้งหมด
19 มี.ค. 2562
เสนา 4.0 / 1958 รับหน้าที่เคาะฆ้อง ร้องป่าว...เมื่อก้าวเข้าสู่ปีหมูทองเพียงไม่นานความวุ่นวายในแวดวงตำรวจก็เริ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้...ตามสุภาษิตที่ว่า“อะไรมันจะเกิดมันก็ต้องเกิด”...เมื่อราชกิจจานุเบกษา วันที่ 27 ม.ค.62 เผยแพร่ประกาศเกี่ยวข้อ...
หนังสือในเครือ
สุดยอดผู้นำท้องถิ่นแห่งปี 2558